บุคคลธรรมดากับนิติบุคคล ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนในการทำธุรกิจ
- ANGA Analytics
- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

การเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่หนึ่งในคำถามที่สร้างความหนักใจให้ผู้ประกอบการมือใหม่มากที่สุดคือ "ควรทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลดี?" บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง บุคคลธรรมดากับนิติบุคคล ในทุกมิติ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าทางเลือกไหนคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณในวันนี้และอนาคต
ทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา

การทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในกิจการขนาดเล็ก เช่น ร้านค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ ร้านอาหาร หรือกิจการที่เจ้าของลงทุนและบริหารเองเพียงคนเดียว รวมถึงกรณีของ ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งมีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ยังถือเป็นฐานะบุคคลธรรมดาทางกฎหมาย
กิจการลักษณะนี้มีขั้นตอนการจัดตั้งไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชีเหมือนนิติบุคคล แต่ผู้ประกอบการยังต้องจัดทำ รายงานเงินสดรับ–จ่าย เพื่อใช้ติดตามผลการดำเนินงาน คำนวณกำไรหรือขาดทุน และเป็นเอกสารประกอบการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
ข้อดีของการทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาคือความคล่องตัวสูง เจ้าของสามารถตัดสินใจและนำกำไรมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือ ความรับผิดไม่จำกัด เจ้าของธุรกิจต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดด้วยทรัพย์สินส่วนตัว อีกทั้งเมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้น อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าอาจส่งผลให้ภาระภาษีเพิ่มตามไปด้วย จึงควรพิจารณาโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสมกับระดับรายได้ในระยะยาว
ทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด เป็นโครงสร้างที่เหมาะกับกิจการที่เริ่มขยายตัวและต้องการความเป็นระบบมากขึ้น นิติบุคคลต้องจดทะเบียนจัดตั้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีสถานะทางกฎหมายแยกออกจากตัวเจ้าของอย่างชัดเจน ทำให้กิจการสามารถดำเนินงาน ทำสัญญา และถือครองทรัพย์สินในนามบริษัทได้
จุดเด่นสำคัญของธุรกิจรูปแบบนี้คือ ความน่าเชื่อถือ ทั้งต่อคู่ค้า สถาบันการเงิน และนักลงทุน เนื่องจากต้องมีการจัดทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชี มีการตรวจสอบและรับรองงบการเงินอย่างถูกต้อง ส่งผลให้การขอสินเชื่อ การขยายกิจการ หรือการระดมทุนทำได้ง่ายกว่า และยังช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นฐานะทางการเงินของกิจการได้ชัดเจน นำไปใช้วางแผนและตัดสินใจเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
ในด้านความเสี่ยง นิติบุคคลช่วยจำกัดความรับผิดในหนี้สินไว้เฉพาะในส่วนของกิจการ ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นเจ้าของรับผิดชอบไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่ จึงช่วยคุ้มครองทรัพย์สินส่วนตัวได้ดีกว่าการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา ขณะเดียวกัน ธุรกิจจะอยู่ภายใต้ภาระหน้าที่ด้านบัญชี ภาษี และการรายงานผลทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบบัญชีและการบริหารจัดการที่รัดกุมรองรับการเติบโตในระยะยาว
เปรียบเทียบบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูความแตกต่างในประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อกระเป๋าเงินและการบริหารงานของคุณ
ความแตกต่างด้านภาษีบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล
บุคคลธรรมดา
เสียภาษีเงินได้แบบขั้นบันได (อัตราก้าวหน้า)
อัตราภาษีเริ่มตั้งแต่ 5% และสูงสุด 35%
ยิ่งรายได้สุทธิสูง อัตราภาษีจะยิ่งเพิ่มตามขั้น
นิติบุคคล
เสียภาษีจาก “กำไรสุทธิ” (รายได้ − ค่าใช้จ่าย)
อัตราทั่วไปสูงสุดไม่เกิน 20%
SME บางกรณีได้รับสิทธิยกเว้นหรืออัตราลดหย่อนตามเงื่อนไขทุนและรายได้
หากขาดทุน สามารถนำไปหักกำไรในปีถัดไปได้ตามหลักเกณฑ์ภาษี
วิธีคำนวณรายได้และค่าใช้จ่าย
บุคคลธรรมดา
คำนวณจากเงินได้พึงประเมิน
หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามประเภทเงินได้
นิติบุคคล
คำนวณจากรายได้ หักรายจ่ายจริงตามหลักฐานบัญชี
ต้องมีเอกสารและระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้
แนวทางการหักค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
บุคคลธรรมดา
เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ
หักแบบเหมาจ่าย (สะดวก ไม่ต้องเก็บเอกสาร)
หักตามจริง (ต้องมีหลักฐานรายจ่าย)
นิติบุคคล
ต้องหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้น
มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายพิเศษบางรายการ เช่น
ค่าใช้จ่ายด้านจ้างงานหรือพัฒนาธุรกิจ
การลงทุนด้านเทคโนโลยีหรือระบบงาน (ตามหลักเกณฑ์ภาษี)
การหักค่าเสื่อมและค่าสึกหรอของทรัพย์สิน
นิติบุคคลสามารถหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวร เช่น อาคาร เครื่องจักร รถยนต์ เพื่อทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีได้ ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิและภาระภาษีลง ในขณะที่บุคคลธรรมดาที่เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจะไม่สามารถนำค่าเสื่อมราคามาคิดแยกได้
ความรับผิดในหนี้สินและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ
ในแง่กฎหมาย นิติบุคคลมีความได้เปรียบเรื่องการจำกัดความรับผิด เจ้าของไม่ต้องเสี่ยงหมดตัวหากธุรกิจล้มเหลว ต่างจากบุคคลธรรมดาที่หนี้สินผูกพันกับตัวบุคคล และในมุมมองของความน่าเชื่อถือ การเป็นนิติบุคคลแสดงถึงความมั่นคงและระบบงานที่เป็นมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและสถาบันการเงินได้มากกว่า
การยื่นภาษีครึ่งปี : ภ.ง.ด.94 (บุคคล) VS ภ.ง.ด.51 (นิติบุคคล)
ทั้งสองรูปแบบมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีกลางปีเหมือนกัน แต่รายละเอียดต่างกัน
ภ.ง.ด.94 (บุคคลธรรมดา): สำหรับผู้มีรายได้ตามมาตรา 40(5)-(8) เช่น ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ ค้าขาย คำนวณจากรายได้จริงช่วง ม.ค.-มิ.ย. หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนตามจริง ยื่นได้ตั้งแต่ ก.ค.-ก.ย.
ภ.ง.ด.51 (นิติบุคคล): คำนวณจาก "ประมาณการกำไรสุทธิ" ของทั้งปี แล้วนำมาหารสองเพื่อเสียภาษีล่วงหน้า (สิ่งที่ต้องระวังคือหากประมาณการกำไรต่ำไปเกิน 25% โดยไม่มีเหตุผลสมควร อาจโดนค่าปรับได้
เช็กลิสต์ตัดสินใจ! เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล

หากคุณยังลังเล ลองดูสัญญาณเหล่านี้ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง อาจถึงเวลาขยับขยายสู่การเป็นนิติบุคคล
รายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน เริ่มแตะเพดานที่ต้องเสียภาษีเกิน 20% (ประมาณกำไรสุทธิเกิน 1 ล้านบาท)
ต้องการขยายกิจการและจำเป็นต้องขอสินเชื่อวงเงินสูงจากธนาคาร
ต้องการจำกัดความเสี่ยงในทรัพย์สินส่วนตัว
คู่ค้าเริ่มร้องขอเอกสารในนามบริษัทหรือใบกำกับภาษีที่น่าเชื่อถือ
ต้องการวางระบบธุรกิจให้เป็นมาตรฐาน เพื่อเตรียมส่งต่อให้ทายาทหรือขายกิจการในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รายได้ระดับไหนควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล
หากมีรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) มากกว่า 750,000 บาทต่อปี
ทำธุรกิจคนเดียว จำเป็นต้องจดนิติบุคคลหรือไม่
การจดทะเบียนบริษัทแบบทะเบียนนิติบุคคล 1 คนในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้
บุคคลธรรมดา VS นิติบุคคล แบบไหนวางแผนภาษีได้ยืดหยุ่นกว่า
นิติบุคคลมีความยืดหยุ่นกว่ามาก เพราะสามารถนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาหักภาษีได้ตามจริง มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SME และสามารถบริหารจัดการกำไรสะสมหรือปันผลได้ตามความเหมาะสม ในขณะที่บุคคลธรรมดามีข้อจำกัดเรื่องค่าลดหย่อนที่ตายตัว
สรุปบทความ
การเลือกระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งขนาดธุรกิจ รายได้ ความเสี่ยง และเป้าหมายในอนาคต บุคคลธรรมดาเหมาะกับช่วงเริ่มต้นที่ต้องการความคล่องตัว แต่เมื่อธุรกิจเติบโตและกำไรมากขึ้น การเปลี่ยนเป็นนิติบุคคลจะช่วยประหยัดภาษีและสร้างความมั่นคงได้ดีกว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองรูปแบบจะช่วยให้คุณวางแผนภาษีและทิศทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและคุ้มค่าที่สุด
MAC-5 Legacy: เปลี่ยนเรื่องยากของบัญชีนิติบุคคล ให้เป็นเรื่องง่ายด้วยระบบ ERP ที่ได้มาตรฐาน
เมื่อก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ความท้าทายที่ตามมาคือความซับซ้อนของเอกสารและมาตรฐานทางบัญชีที่ต้องถูกต้องแม่นยำ หากคุณไม่อยากปวดหัวกับกองเอกสารหรือความเสี่ยงทางภาษี MAC-5 Legacy โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำเร็จรูป รูปแบบ Cloud ERP และ On-Premise พร้อมเป็นผู้ช่วยวางระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งให้กับคุณ
ยกระดับการบริหารจัดการ สู่ความเป็นมืออาชีพ
จัดการทุกมิติของบัญชีนิติบุคคลด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ หรือ ERP Software ที่ครบวงจร ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำให้ข้อมูลธุรกิจของคุณ
จัดการภาษีแบบไร้รอยต่อ: รองรับการจัดทำและนำส่ง E-Tax Invoice เชื่อมต่อข้อมูลตรงสู่กรมสรรพากร ช่วยให้การยื่นภาษีถูกต้อง รวดเร็ว ลดปัญหากระดาษหาย และประหยัดพื้นที่จัดเก็บ
ระบบบัญชีแยกประเภทอัตโนมัติ (GL): รวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนงาน ทั้งการซื้อ-ขาย, ลูกหนี้ (Account Receivables), เจ้าหนี้ (Account Payables) และคลังสินค้า มาบันทึกบัญชีโดยอัตโนมัติ
รายงานการเงินครบครัน ช่วยประมาณการแม่นยำ: เข้าถึงรายงานกำไร-ขาดทุนรายเดือน รายงานกระแสเงินสด และรายงานวิเคราะห์ต้นทุนได้ทันที ช่วยให้คุณประมาณการกำไรสุทธิสำหรับ ภ.ง.ด. 51 ได้อย่างแม่นยำ
สนใจโซลูชัน MAC-5 Legacy ติดต่อเราวันนี้!
หากสนใจบริการ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม MAC-5 Legacy หรือบริการอื่น ๆ เช่น ZOHO CRM, บริการวางระบบต่าง ๆ สามารถติดต่อฝ่ายขายผู้เชี่ยวชาญของเราได้เลย
โทรศัพท์: 085-113-4674, 094-854-9296
Line ID: @mac5legacy



ความคิดเห็น